อาหารที่เหมาะสมสำหรับลูกในปีแรก

หมวด: อาหารของคุณลูก เผยแพร่เมื่อ: 29 มกราคม 2558
fShare
756

       เมื่อลูกหิว ทารกจะแสดงออกโดยการอ้าปากเพื่อจะกิน อาหารหลักของวัยนี้คือ "นม" นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ทารกควรได้รับนมแม่อย่างเดียวยกเว้นมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์  ทารกที่กินนมแม่ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำตามหลังการกินนม ควรจับเรอทุกครั้งหลังกินนม


  แรกเกิด-1 สัปดาห์

- หากกินนมแม่ให้ลูกกินเมื่อหิว หรือ ทุก 2-3 ชม.

- หากมีความจำเป็นต้องให้กินนมผสม ควรให้เมื่อลูกหิวและเตรียมให้ถูกต้องเหมาะสมตามคำแนะนำ ควรให้ครั้งละ ประมาณ 2-3 ออนซ์ จำนวน 8-12 มื้อต่อ 24 ชม.


 0-2 เดือน

- หากกินนมแม่ให้ลูกกินเมื่อหิวหรือ ทุก 2-3 ชม.

- หากมีน้ำนมมากลูกอาจสำลักนมได้ ให้ลองปรับท่าเวลาให้นม

- หากคุณแม่ต้องกลับไปทำงานที่ไม่สามารถมาให้นมลูกได้ควรเตรียมเก็บน้ำนมแม่ไว้ให้ลูกกิน เพื่อให้ให้นมแม่ได้อย่างต่อเนื่อง

- หากมีความจำเป็นต้องให้กินนมผสม ควรให้เมื่อลูกหิวและเตรียมให้ถูกต้องเหมาะสมตามคำแนะนำ ควรให้ครั้งละ ประมาณ 2-3 ออนซ์ จำนวน 6-8 มื้อต่อ 24 ชม.รวมมื้อกลางคืนด้วย และควรอุ้มลูกเวลาให้นมขวดเสมอเพื่อป้องกันการสำลักนม

- วัยนี้ยังไม่ควรให้อาหารอื่น


  2-4 เดือน

- หากกินนมแม่ ให้ลูกกินเมื่อหิว วัยนี้อาจต้องการกินนมนานขึ้นหรือบ่อยขึ้น บ่งบอกว่าต้องการพลังงานมากขึ้นไม่ใช่ว่าน้ำนมไม่พอ ยิ่งให้ลูกดูดนมบ่อยขึ้นร่างกายคุณแม่จะสร้างน้ำนมเพิ่มขึ้น

- หากคุณแม่ต้องกลับไปทำงานที่ไม่สามารถมาให้นมลูกได้ควรเตรียมเก็บน้ำนมแม่ไว้ให้ลูกกิน เพื่อให้ลูกได้นมแม่ได้อย่างต่อเนื่อง

- หากมีความจำเป็นต้องให้กินนมผสม ควรให้เมื่อลูกหิวและเตรียมให้ถูกต้องเหมาะสมตามคำแนะนำ ควรให้ครั้งละ ประมาณ 3-5 ออนซ์  จำนวน 6-8 มื้อต่อ 24 ชม. รวมมื้อกลางคืนด้วย

- วัยนี้ยังไม่ควรให้อาหารอื่นหรือผลไม้


 ♥ 4-6 เดือน

- หากกินนมแม่ให้ลูกกินเมื่อหิว วัยนี้อาจต้องการกินนมบ่อยขึ้นบ่งบอกว่าต้องการพลังงานมากขึ้นไม่ใช่ว่าน้ำนมไม่พอ ยิ่งให้ลูกดูดนมบ่อยขึ้นร่างกายคุณแม่จะสร้างน้ำนมเพิ่มขึ้น

- หากมีความจำเป็นต้องให้กินนมผสม ควรให้เมื่อลูกหิวและเตรียมให้ถูกต้องเหมาะสมตามคำแนะนำ ควรให้ครั้งละ ประมาณ 4-6 ออนซ์ จำนวน 6-8 มื้อต่อ 24 ชม.

- อาจเริ่มฝึกให้ทารกกินอาหารตามวัย ปริมาณเล็กน้อย 1 มื้อ โดยเริ่มจากอาหารที่ละอย่างเช่น กล้วยบดหรือข้าวบดที่สุกสะอาด ค่อยๆ ป้อนทีละน้อยและสังเกตว่าลูกกลืนอาหารได้หรือไม่ และสังเกตว่าไม่มีอาการแพ้ 


 6-9 เดือน

นมแม่ยังคงมีคุณค่าและเป็นนมชนิดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับวัยนี้ แต่นมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงควรให้อาหารตามวัยด้วย

- อาหารตามวัยควรมีสารอาหารครบ 5 หมู่ รสธรรมชาติ สุก สะอาด ใส่ ตับ ไข่ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว น้ำมันพืช แนะนำให้กินผลไม้สด

- ควรเริ่มจากอาหารทีละอย่างก่อนและสังเกตอาการแพ้ เริ่มจากอาหารที่บดละเอียดก่อน และเมื่อกินได้ค่อยบดหยาบขึ้น

- ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้เกิน 2-4 ออนซ์ต่อวัน ควรหลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบ น้ำหวาน น้ำอัดลม และอาหารปรุงรส

- ให้กินนมแม่เมื่อหิว หรือ ทุก 3-4 ชม.

- หากมีความจำเป็นต้องให้กินนมผสม ควรให้เมื่อลูกหิวและเตรียมให้ถูกต้องเหมาะสมตามคำแนะนำ ควรให้ครั้งละ ประมาณ 5-6 ออนซ์ จำนวน 4-5 มื้อต่อ 24 ชม.

- วัยนี้ควรได้อาหารตามวัยวันละ 1-2 มื้อ (แต่ละมื้อแทนนม 1 มื้อ)

- วัยนี้มีอัตราการเติบโตลดลงกว่าช่วง 6 เดือนแรก

* ช่วงอายุ 8 เดือน ควรได้อาหารตามวัยวันละ 2 มื้อ (แต่ละมื้อแทนนม 1 มื้อ) อาหาร 


 9-12 เดือน 

นมแม่ยังคงมีคุณค่าและเป็นนมชนิดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับวัยนี้ แต่นมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงควรให้อาหารตามวัยด้วย

- อาหารตามวัยควรมีสารอาหารครบ 5 หมู่ รสธรรมชาติ สุก สะอาด ใส่ ตับ ไข่ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว น้ำมันพืช แนะนำให้กินผลไม้สด

- ควรเริ่มจากอาหารทีละอย่างก่อนและสังเกตอาการแพ้ เริ่มจากอาหารที่บดละเอียดก่อน และเมื่อกินได้ค่อยบดหยาบขึ้น

- ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้เกิน 2-4 ออนซ์ต่อวัน ควรหลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบ น้ำหวาน น้ำอัดลม และอาหารปรุงรส 

- ให้กินนมแม่เมื่อหิว หรือ ทุก 3-4 ชม.

- หากมีความจำเป็นต้องให้กินนมผสม ควรให้เมื่อลูกหิวและเตรียมให้ถูกต้องเหมาะสมตามคำแนะนำ ควรให้ครั้งละ ประมาณ 6-8 ออนซ์ จำนวน 3-5 มื้อต่อ 24 ชม. 

- เริ่มให้อาหารนิ่มที่เด็กหยิบกินเองได้ ไม่ควรให้อาหารที่เป็นเม็ด เช่นถั่ว เพราะอาจสำลักได้

- ควรเริ่มฝึกให้ดื่มนมจากกล่องหรือแก้ว และฝึกให้เลิกกินนมมื้อดึก เพื่อให้เลิกใช้ขวดนมและเลิกกินนมมื้อดึกเมื่อก่อนอายุ 18 เดือน 

* ช่วงอายุ 10-12 เดือน ควรได้อาหารตามวัยวันละ 3 มื้อ (แต่ละมื้อแทนนม 1 มื้อ) อาหาร

 

เรียบเรียงโดย: พญ.สุชาอร แสงนิพันธ์กุล พญ.รสวันต์​ อารีมิตร และ พญ.นลินี จงวิริยะพันธุ์ 
แหล่งข้อมูล: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย    

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดย มหาวิทยาลัยขอนแก่น